วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สารสนเทศกับการพัฒนาวิชาชีพการพยาบาลด้านการบริการการพยาบาล

               การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนาการให้บริการมีหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและบันทึกทางการพยาบาล (วงจันทร์ เพชรพิเชษฐเชียร,2540) มีประโยชน์คือ การทำให้พยาบาลมีเวลาการปฎิบัติการพยาบาลมากขึ้น ลดเวลาในการจัดการเอกสาร โดยเฉพาะการพัฒนาระบบสารสนเทศทางการพยาบาลให้เป็นข้อมูลมาตรฐาน ด้วยการใช้ภาษาสากลในการวินิจฉัย และสะท้อนกิจกรรมการพยาบาลที่ปฏิบัติแก่ผู้ป่วย โดยระบบการบันทึกข้อมูลควรมีลักษณะดังนี้ เช่น สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์มีระบบสัญญาณเตือนเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมือแพทย์อื่นๆ เช่น เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ สามารถโอนถ่ายแฟ้มข้อมูลได้ในเวลารวดเร็ว หรือมีระบบผู้เชี่ยวชาญช่วยในการตัดสินใจวางแผนการพยาบาล ในกรณีที่ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรีบด่วน ทำให้คุณภาพการพยาบาลหรือการดูแลผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น                   นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศยังสามารถนำมาใช้ในการให้ข้อมูล ความรู้แก่ผู้มารับบริการโดยจัดทำเว็บสุขภาพเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยกลุ่มโรคต่างๆ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ หรือการจัดทำเว็บให้คำแนะนำการปฎิบัติตัวแก่ผู้ป่วยก่อนผ่าตัด หรือหลังจำหน่ายผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มีเวลาพบแพทย์ในการตรวจเพียงไม่กี่นาทีผู้ป่วยอาจจำไม่ได้ว่า แพทย์หรือพยาบาลให้คำแนะนำอย่างไร การจัดทำเว็บสุขภาพต่างๆจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถจัดทำและให้ข้อมูลสุขภาพแก่ผู้รับบริการ (สุกัญญา ประจุศิลป และคณะ,2547) รวมทั้งการให้คำปรึกษาทางการแพทย์หรือให้คำแนะนำในการดูแลตนเองของพยาบาลผ่านทางไปรษณีย์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) (สุรพล ศรีบุญทรง,2543) เนื่องจากบุคลาการทางการแพทย์และทางการพยาบาลมีน้อย ถ้ามีช่องทางการสื่อสารทางไปรษณีย์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์มาให้บริการเป็นช่องทางเสริมทางสุขภาพ ก็สามารถคัดกรองผู้ป่วยที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือผู้ที่ไม่มีความจำเป็นต้องมาโรงพยาบาลออกจากแผนกผู้ป่วยนอก หรือนำมาใช้ในการติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยต้องเสียเวลา แก้ปัญหาในความล่าช้าในการรอตรวจ การให้บริการให้คำปรึกษาทางไปรษณีย์หรือผ่านจดหมายทางอิเล็กทรอนิกส์มีข้อจำกัด เช่น ความล่าช้าในการรับส่งข้อมูล การใช้ภาษาที่คลุมเครือ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยวิตกกังวลเพิ่มขึ้น จึงควรมีกการระบุข้อตกลงล่วงหน้าว่า หากผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการ มีข้อสงสัยให้ติดต่อกลับมยังแพทย์หรือพยาบาลผู้ให้ข้อมูลตลอดเวลา ดังนั้นการปรึกษาทางการแพทย์ผ่านทางไปรษณีย์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จึงควรเป็นช่องทางเสริม หลังจากที่แพทย์หรือพยาบาลได้พบผู้ป่วย พูดคุย ซักประวัติ หรือรับการตรวจร่างกายจากแพทย์แล้วเพื่อความปลอดภัย แก่ผู้ป่วยเป็นสำคัญ สำหรับข้อควรระวังที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การรักษาความลับข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย เนื่องจากการให้คำปรึกษาทางการแพทย์หรือให้คำแนะนำในการดูแลตนเองของพยาบาลผ่านทางไปรษณีย์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จะมีข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ ดังนั้นควรกำหนดมาตรการประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลให้ชัดเจน เช่นการกำหนดเป็นระเบียบว่าจะไม่โอนข้อมูลของผู้ป่วยไปยังบุคคลที่สามโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย และบุคลากรทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความระมัดระวังในเรื่องดังกล่าวและถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น